1 00:00:07,080 --> 00:00:10,160 ‎ตอนก่อน เราได้เห็นเรอแนซ็องส์พลิกโฉมยุโรป 2 00:00:10,240 --> 00:00:14,360 ‎จากแดนชุ่มโคลนอุดมพาร์สนิป ‎เป็นรีสอร์ตหรูพร้อมภาพเขียน 3 00:00:15,120 --> 00:00:19,480 ‎การตื่นรู้ครั้งนี้ชักนำให้ประชาชนลุกฮือ 4 00:00:19,560 --> 00:00:21,800 ‎ต่อต้านสถาบันเรืองอำนาจ 5 00:00:22,760 --> 00:00:24,360 ‎การปฏิวัติเป็นแค่จุดเริ่ม 6 00:00:24,440 --> 00:00:27,560 ‎มนุษยชาติจะก้าวกระโดดอีกครั้ง 7 00:00:27,640 --> 00:00:30,240 ‎คราวนี้ด้วยโลหะและกระแสไฟฟ้า 8 00:00:30,320 --> 00:00:34,400 ‎ความก้าวหน้าก่อกำเนิด ‎ยุคใหม่แห่งความสะดวกและสื่อบันเทิง 9 00:00:34,480 --> 00:00:37,479 ‎แต่ก็ยังนำมาซึ่งภัยต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก 10 00:00:37,560 --> 00:00:39,360 ‎ข้อดีและเสียพอๆ กัน 11 00:00:39,440 --> 00:00:42,040 ‎สัปดาห์นี้ถึงคิวกำเนิดจักรกลบนโลกใบนี้ 12 00:00:42,120 --> 00:00:43,760 ‎(ฟิโลมีนา คังค์ ผู้ดำเนินรายการ) 13 00:00:43,840 --> 00:00:46,560 ‎และในรายการเราด้วย 14 00:00:54,080 --> 00:00:57,080 ‎(มองโลกผ่านคังค์) 15 00:00:59,200 --> 00:01:01,920 ‎(ตอนที่ 4: ‎กำเนิดใหม่ของเครื่องจักร) 16 00:01:02,000 --> 00:01:06,160 ‎กว่าร้อยปีที่สรรพสิ่งตามธรรมชาติ ‎ไม่ว่าคนหรือวัว 17 00:01:06,240 --> 00:01:07,960 ‎ล้วนอาศัยสิ่งนี้ 18 00:01:08,600 --> 00:01:09,560 ‎อากาศหายใจ 19 00:01:10,280 --> 00:01:12,000 ‎ถ้าไม่เคยได้ยิน 20 00:01:12,080 --> 00:01:15,320 ‎อากาศคือก๊าซล่องหนที่มีฤทธิ์เสพติด 21 00:01:15,400 --> 00:01:17,400 ‎ส่งผลให้ลงแดงถึงตาย 22 00:01:17,480 --> 00:01:20,040 ‎หลังขาดมันเพียงแค่ไม่กี่นาที 23 00:01:21,520 --> 00:01:25,480 ‎คู่อาฆาตอย่างน้ำ ‎อิจฉาที่ทุกสิ่งพึ่งพาอากาศ 24 00:01:26,000 --> 00:01:27,920 ‎จึงตัดสินใจทุ่มเดิมพัน 25 00:01:28,000 --> 00:01:30,520 ‎ตั้งใจเป็นสิ่งที่มนุษย์ขาดไม่ได้ 26 00:01:30,600 --> 00:01:32,360 ‎เราซึ่งเป็นนายของมัน 27 00:01:32,440 --> 00:01:34,000 ‎ตัวมันรุ่มร้อนใจ 28 00:01:34,080 --> 00:01:36,760 ‎ที่แปลงให้มันกลายมามีประโยชน์- 29 00:01:36,840 --> 00:01:37,880 ‎เป็นไอน้ำ 30 00:01:38,560 --> 00:01:42,240 ‎ไอน้ำเป็นเชื้อเพลิงเครื่องจักรได้สารพัด 31 00:01:42,320 --> 00:01:45,840 ‎และไม่มีที่ไหนคลั่งไอน้ำไปยิ่งกว่าอเมริกา 32 00:01:45,920 --> 00:01:49,400 ‎และก็พลิกโฉมหน้าประเทศไปตลอดกาล 33 00:01:49,480 --> 00:01:52,440 ‎เราคงต้องดูแผนที่ ถ้าอยากจะเห็นภาพชัดๆ 34 00:01:52,520 --> 00:01:55,160 ‎ยุคแรก การตั้งรกรากเกิดที่บริเวณขอบ 35 00:01:55,240 --> 00:01:59,360 ‎ตรงกลางโล่งโจ้ง เหมือนเวลาเวฟพายแช่แข็ง 36 00:01:59,440 --> 00:02:02,240 ‎แต่สมัยนั้น คนอเมริกันไม่ได้ถ่อมตัว 37 00:02:02,320 --> 00:02:04,000 ‎สมัยนี้ก็ยังไม่ใช่ 38 00:02:04,080 --> 00:02:07,040 ‎พวกเขาศรัทธาใน "โองการของพระเจ้า" 39 00:02:07,120 --> 00:02:09,960 ‎ความเชื่อว่าตนครองดินแดนทั้งหมด 40 00:02:10,040 --> 00:02:12,360 ‎และควรบ่ายหน้าขยายสู่ตะวันตก 41 00:02:12,440 --> 00:02:14,199 ‎ชิงที่ดินจากชนพื้นเมือง 42 00:02:14,280 --> 00:02:16,240 ‎ผู้ที่พระเจ้าเผอิญปล่อยไว้ 43 00:02:17,120 --> 00:02:19,680 ‎โองการของพระเจ้าคืออะไร 44 00:02:19,760 --> 00:02:23,240 ‎โองการของพระเจ้า ‎คือแนวคิดยุค 1840 และ 1850… 45 00:02:23,320 --> 00:02:25,000 ‎(ดร. ไบรอัน คลาส รศ. การเมืองโลก) 46 00:02:25,080 --> 00:02:26,280 ‎ในสหรัฐอเมริกา 47 00:02:26,360 --> 00:02:29,640 ‎ว่าพระเจ้าประทานสิทธิ์ให้ตนปกครองทวีป 48 00:02:29,720 --> 00:02:33,680 ‎เพื่อเผยแพร่ค่านิยมความดี ‎จรดสองฝั่งมหาสมุทร 49 00:02:33,760 --> 00:02:35,080 ‎แผนของพระองค์สินะ 50 00:02:35,160 --> 00:02:36,320 ‎ประมาณนั้นครับ 51 00:02:36,400 --> 00:02:39,120 ‎อย่างนี้ก็เป็นทาสพระเจ้านะสิ 52 00:02:39,200 --> 00:02:41,880 ‎คนยุคนั้นน่าจะมองตัวเอง 53 00:02:41,960 --> 00:02:44,320 ‎เป็นมิชชันนารีของพระเจ้า 54 00:02:44,400 --> 00:02:48,360 ‎ยินยอมพร้อมใจทำตามนโยบายของพระองค์ 55 00:02:48,440 --> 00:02:50,040 ‎ไม่ได้โดนบีบบังคับ 56 00:02:50,120 --> 00:02:52,640 ‎อย่างน้อยๆ ก็อีหนูพระเจ้าล่ะ 57 00:02:52,720 --> 00:02:56,000 ‎แต่โองการของพระเจ้าก็อันตราย 58 00:02:56,080 --> 00:02:59,240 ‎ต้องขับเกวียนบุกป่าฝ่าดงเจอเรื่องเสี่ยงๆ 59 00:02:59,320 --> 00:03:00,520 ‎เกือบต้องอดตาย 60 00:03:00,600 --> 00:03:02,400 ‎หรือท้องร่วงเพราะโรคบิด 61 00:03:02,480 --> 00:03:05,560 ‎โดนงูกัดหรือเผ่าอาปาเช่ฆ่า 62 00:03:05,640 --> 00:03:08,520 ‎อย่างกับว่าพระเจ้าไม่ได้อยากให้ไปเลย 63 00:03:09,160 --> 00:03:12,360 ‎แต่การประดิษฐ์รถไฟไอน้ำเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง 64 00:03:12,440 --> 00:03:15,120 ‎รถไฟไอน้ำเย้ยหน้าเกวียน 65 00:03:15,200 --> 00:03:17,400 ‎แค่เปรียบเปรย ไม่ใช่นิทานเด็ก 66 00:03:17,480 --> 00:03:20,840 ‎ชาวอเมริกันปล่อยรถไฟไอน้ำแล่นตัดป่าเขา 67 00:03:21,760 --> 00:03:25,320 ‎วางเส้นทางทั่วดินแดน พลิกสมดุลอำนาจ 68 00:03:26,320 --> 00:03:30,600 ‎ทีนี้ก็สามารถรบรากับชนพื้นเมืองได้รวดเร็ว 69 00:03:30,680 --> 00:03:33,120 ‎พร้อมมีรถขนบุฟเฟต์ 70 00:03:33,880 --> 00:03:37,720 ‎เมืองเล็กๆ ผุดขึ้น ‎ตามแถบตะวันตกหลังมีรางรถไฟ 71 00:03:37,800 --> 00:03:40,520 ‎เป็นแดนเถื่อนนอกกฎหมาย 72 00:03:40,600 --> 00:03:43,600 ‎ที่ความยุติธรรมอยู่ที่ปลายกระบอกปืน 73 00:03:43,680 --> 00:03:47,880 ‎ระหว่างคาวบอยปกป้องฝูงวัวและเด็กหนุ่ม 74 00:03:48,440 --> 00:03:51,080 ‎อธิบายทีสิคะ นี่คืออะไร 75 00:03:51,160 --> 00:03:55,960 ‎ปืนลูกโม่โคลต์ ซิงเกิลแอ็กชันอาร์มี ‎หรือโคลต์ .45 76 00:03:56,040 --> 00:03:57,280 ‎บรรจุกระสุนตรงนี้ 77 00:03:57,360 --> 00:03:59,480 ‎(โจนาธาน เฟอร์กูสัน ‎ผู้ดูแลอาวุธและปืนใหญ่) 78 00:03:59,560 --> 00:04:01,560 ‎ขึ้นนกสับตรงนี้ทุกครั้งที่ยิง 79 00:04:02,240 --> 00:04:05,360 ‎มันคร่าชีวิตแค่คนยุคก่อนมั้ย 80 00:04:05,440 --> 00:04:07,680 ‎หรือคร่าชีวิตคนยุคใหม่ได้ด้วย 81 00:04:07,760 --> 00:04:09,840 ‎มันคร่าชีวิตคนยุคใหม่ได้ 82 00:04:09,920 --> 00:04:13,400 ‎แต่ดูเก่าจัง คล้ายๆ นาฬิกาด้วย 83 00:04:13,480 --> 00:04:15,400 ‎- ครับ ‎- กระสุนเคลื่อนที่ช้ามั้ย 84 00:04:15,480 --> 00:04:17,560 ‎วิ่งหนีทันหรือเปล่า 85 00:04:17,640 --> 00:04:19,880 ‎คุณวิ่งหนีกระสุนไม่ทัน 86 00:04:19,960 --> 00:04:21,600 ‎แต่คล้ายนาฬิกาจริง 87 00:04:21,680 --> 00:04:24,600 ‎กลไกข้างในเหมือนนาฬิกา มีฟันเฟือง 88 00:04:25,200 --> 00:04:27,120 ‎- ฝันเฟื่องเหรอ ‎- ฟันเฟือง 89 00:04:27,200 --> 00:04:30,360 ‎กระสุนออกมาตรงไหน ตรงท่อนั้นหรือเปล่า 90 00:04:30,440 --> 00:04:32,360 ‎ครับ นั่นกระบอกปืน 91 00:04:32,440 --> 00:04:36,880 ‎ขอหยิบมาหงายดูข้างในได้มั้ย 92 00:04:36,960 --> 00:04:38,560 ‎หรือจะโดนยิงลูกตา 93 00:04:38,640 --> 00:04:40,400 ‎หลักๆ แล้วไม่แนะนำกัน 94 00:04:40,480 --> 00:04:43,800 ‎ถ้าโดนยิงตาเราจะเจ็บหรือเปล่า 95 00:04:43,880 --> 00:04:47,160 ‎ตาเป็นแค่ถุงน้ำนี่ ถูกมั้ย 96 00:04:47,240 --> 00:04:49,160 ‎ก็คงแตกและเจ็บนิดเดียว 97 00:04:49,240 --> 00:04:51,760 ‎แต่คงเดินเหินทำธุระได้ตามปกติ 98 00:04:51,840 --> 00:04:54,360 ‎ผมว่าโดนยิงตรงไหนก็ไม่ดีทั้งนั้น 99 00:04:54,440 --> 00:04:59,520 ‎ทำไมมนุษยชาติ ‎ต้องประดิษฐ์เครื่องจักรสังหารคน 100 00:04:59,600 --> 00:05:03,480 ‎ขอคำตอบแบบสั้นๆ ได้ใจความ 101 00:05:04,360 --> 00:05:05,760 ‎เพราะเราเป็นมนุษย์ 102 00:05:05,840 --> 00:05:11,280 ‎สัญชาตญาณบ่มเพาะให้เราแก่งแย่งทรัพยากร… 103 00:05:11,960 --> 00:05:14,440 ‎- ค่ะๆ ‎- สู้กับมนุษย์คนอื่นๆ 104 00:05:14,520 --> 00:05:15,840 ‎ยังไงก็หนีไม่พ้น 105 00:05:15,920 --> 00:05:18,040 ‎เข้าใจ ฉันว่ามนุษย์เสียสติ 106 00:05:19,040 --> 00:05:23,160 ‎ปืนช่วยหล่อหลอมอเมริกาและใช้สังหารคน 107 00:05:23,800 --> 00:05:28,040 ‎ปัจจุบัน อาวุธปืนยังเป็นอัตลักษณ์ของประเทศ 108 00:05:28,680 --> 00:05:31,960 ‎ทำไมคนอเมริกันถึงมีสิทธิ์ ‎ที่จะฆ่าทุกคนด้วยปืน 109 00:05:32,640 --> 00:05:33,600 ‎ไม่มีนะครับ 110 00:05:33,680 --> 00:05:38,120 ‎การฆ่าคนผิดกฎหมายสหรัฐฯ ‎แต่ประชาชนมีสิทธิ์ครอบครองอาวุธ 111 00:05:38,200 --> 00:05:40,640 ‎- มีสิทธิ์ติดอาวุธ ‎- ถูกต้อง 112 00:05:40,720 --> 00:05:43,040 ‎- อาวุธไม่ว่าเหรอ ‎- ไม่นะครับ 113 00:05:43,120 --> 00:05:45,240 ‎- นึกว่าอาวุธจะโวยวาย ‎- ครับ 114 00:05:45,320 --> 00:05:48,760 ‎ผมไม่ได้สันทัดด้านนี้ ‎แต่คิดว่าอาวุธไม่น่าแย้ง 115 00:05:48,840 --> 00:05:49,960 ‎เพราะไม่มีชีวิต 116 00:05:52,360 --> 00:05:55,200 ‎เมื่อมีคาวบอย ปืน และรถไฟพลังไอน้ำ 117 00:05:55,280 --> 00:05:58,120 ‎อเมริกาก็ได้ชื่อว่าเป็นแดนเสรี 118 00:05:58,200 --> 00:06:01,240 ‎ทาสทั้งหลายคงจะแปลกใจน่าดู 119 00:06:01,320 --> 00:06:04,640 ‎แนวคิดเรื่องทาสที่ป่าเถื่อน ‎ยังมีทั่วอเมริกา 120 00:06:04,720 --> 00:06:07,280 ‎โดยเฉพาะรัฐทางใต้ 121 00:06:07,360 --> 00:06:10,160 ‎แต่ในที่สุดหลังคิดอยู่หลายตลบ 122 00:06:10,240 --> 00:06:13,520 ‎คนในรัฐทางเหนือค้นพบเรื่องน่าสะพรึงกลัว 123 00:06:14,080 --> 00:06:17,440 ‎ภายในตัวทาสทุกคนคือมนุษย์คนหนึ่ง 124 00:06:18,040 --> 00:06:21,600 ‎ฝ่ายเหนือถามฝ่ายใต้ว่า ‎อยากให้อเมริกาเป็นแบบไหน 125 00:06:21,680 --> 00:06:24,040 ‎ประเทศที่คนขาวสูบเลือดคนอื่น 126 00:06:24,120 --> 00:06:26,120 ‎ทำเหมือนพวกเขาด้อยกว่า 127 00:06:26,200 --> 00:06:28,320 ‎หรือแสร้งว่าไม่ได้เป็น 128 00:06:29,120 --> 00:06:31,720 ‎ข้อโต้แย้งเลยเถิดเป็นสงครามกลางเมือง 129 00:06:31,800 --> 00:06:35,280 ‎ยุคที่อเมริกาแบ่งเป็นสองขั้ว ‎คล้ายกับปัจจุบัน 130 00:06:36,160 --> 00:06:38,760 ‎สงครามกลางเมืองทำบ้านเมืองแตกแยก 131 00:06:38,840 --> 00:06:40,200 ‎พี่น้องฆ่าฟันกันเอง 132 00:06:40,280 --> 00:06:44,120 ‎มีใครที่ขัดแย้งกับตัวเองจนถึงฆ่าตัวตายมั้ย 133 00:06:44,200 --> 00:06:46,040 ‎ผมว่าไม่นะ 134 00:06:46,120 --> 00:06:50,400 ‎หลายๆ คนคงเถียงกับตัวเองพอสมควร 135 00:06:50,480 --> 00:06:51,800 ‎เรื่องฝั่งที่เลือก 136 00:06:51,880 --> 00:06:54,280 ‎คุณหมายถึงอย่างนี้ใช่มั้ย 137 00:06:54,360 --> 00:06:57,600 ‎ทำไมถึงเรียกว่าสงครามยุคใหม่ครั้งแรก 138 00:06:57,680 --> 00:07:01,240 ‎ทั้งๆ ที่รูปก็ฟ้องว่า ‎มันเกิดตั้งเป็นชาติแล้ว 139 00:07:01,320 --> 00:07:02,800 ‎ประเด็นรูปน่าสนใจ 140 00:07:02,880 --> 00:07:05,880 ‎นี่คือสงครามแรกที่รูปภาพเข้ามามีบทบาท 141 00:07:06,920 --> 00:07:09,240 ‎เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง 142 00:07:09,320 --> 00:07:11,520 ‎และตีแผ่ความรุนแรง 143 00:07:11,600 --> 00:07:14,720 ‎ตอนไปล้างรูปคงตื่นเต้นน่าดู 144 00:07:14,800 --> 00:07:17,400 ‎ลุ้นว่ารูปไหนได้ ไม่ได้ 145 00:07:18,960 --> 00:07:22,240 ‎หลังไฟสงครามโหมอยู่สี่ปี 146 00:07:22,320 --> 00:07:25,480 ‎ฝ่ายเหนือเป็นฝั่งที่อยู่เหนือกว่าสมชื่อ 147 00:07:25,560 --> 00:07:30,520 ‎ชัยชนะแก่กษัตริย์ในแดนเหนือ ‎อับราฮัม ลินคอล์น 148 00:07:31,480 --> 00:07:33,240 ‎อับราฮัม ลินคอล์นเป็นใคร 149 00:07:33,320 --> 00:07:37,200 ‎ทำไมถึงมีรอยสักแปลกๆ ตรงหน้าท้อง 150 00:07:37,280 --> 00:07:39,960 ‎ผมไม่รู้เรื่องรอยสักที่ว่า 151 00:07:40,040 --> 00:07:45,120 ‎แต่เขาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ‎ที่หลายคนยกให้เขาคือที่หนึ่ง 152 00:07:45,200 --> 00:07:49,720 ‎เห็นว่าสักรูปสโนว์แมนกับนกโรบินที่ท้อง 153 00:07:50,240 --> 00:07:52,360 ‎นกโรบินที่มีหนวด 154 00:07:53,920 --> 00:07:56,480 ‎เรื่องนี้ผมไม่รู้จริงๆ 155 00:07:57,560 --> 00:08:01,480 ‎พอลินคอล์นเป็นประธานาธิบดี ‎ก็มีการเลิกทาสในที่สุด 156 00:08:01,560 --> 00:08:04,160 ‎มีอคติชาติพันธุ์ทั่วไปเข้ามาแทน 157 00:08:04,720 --> 00:08:08,040 ‎แต่อับราฮัม ลินคอล์น ‎ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีสุข 158 00:08:08,120 --> 00:08:12,040 ‎เขาเจอเคราะห์กรรมห้าวันหลังฝ่ายเหนือชนะ 159 00:08:12,120 --> 00:08:15,000 ‎โดนบังคับให้ไปดูละครที่โรงละคร 160 00:08:15,840 --> 00:08:18,600 ‎จนสุดท้ายมีมือปืนช่วยกรุณาปลิดชีพ 161 00:08:18,680 --> 00:08:21,600 ‎แต่ยังคงความโหดร้ายเพราะรอจนองก์สาม 162 00:08:21,680 --> 00:08:24,920 ‎อับราฮัม ลินคอล์นโดนยิงในโรงละครใช่มั้ย 163 00:08:25,000 --> 00:08:26,800 ‎ส่วนไหนของร่างกาย 164 00:08:26,880 --> 00:08:29,160 ‎หมายถึงลินคอล์นอยู่ที่ไหน 165 00:08:29,240 --> 00:08:30,280 ‎ตอนโดนยิงเหรอ 166 00:08:30,360 --> 00:08:34,160 ‎ที่นั่งประธานาธิบดีที่โรงละครฟอร์ด ‎ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. 167 00:08:34,240 --> 00:08:35,240 ‎ทำไมถึงโดนยิง 168 00:08:35,320 --> 00:08:37,640 ‎ไม่ยอมถอดหมวกเหรอ 169 00:08:37,720 --> 00:08:39,559 ‎น่ารำคาญนะ ไปโรงละคร 170 00:08:39,640 --> 00:08:41,559 ‎แต่คนนั่งหน้าสวมหมวก 171 00:08:41,640 --> 00:08:42,960 ‎เขาอยู่ที่นั่งประธานาธิบดี 172 00:08:43,039 --> 00:08:45,360 ‎เท่าที่ทราบ ไม่มีใครนั่งข้างหลัง 173 00:08:45,440 --> 00:08:47,880 ‎แต่จอห์น วิลค์ส บูธยิงเขา 174 00:08:47,960 --> 00:08:50,040 ‎เพราะเชื่อมั่นในฝ่ายสมาพันธ์ 175 00:08:50,120 --> 00:08:55,080 ‎การโดนยิงหัวกระทบต่อ ‎การเป็นผู้นำของลินคอล์นยังไง 176 00:08:56,000 --> 00:08:59,560 ‎มันปิดฉากลง ‎เขาเสียชีวิต 12 ชั่วโมงหลังถูกยิง 177 00:08:59,640 --> 00:09:00,840 ‎ไปต่อไม่ได้เหรอ 178 00:09:00,920 --> 00:09:03,160 ‎พอเป็นศพแล้วบริหารต่อไม่ได้ 179 00:09:04,080 --> 00:09:06,640 ‎ชีวิตของลินคอล์นดับลง 180 00:09:06,720 --> 00:09:09,120 ‎แต่ชะตาของอเมริกากำลังรุ่งเรือง 181 00:09:09,200 --> 00:09:11,560 ‎อเมริกาทดลองกระแสไฟฟ้ามาตั้งแต่ 182 00:09:11,640 --> 00:09:14,440 ‎เบนจามิน แฟรงคลินเอากุญแจผูกสายว่าว 183 00:09:14,520 --> 00:09:16,320 ‎ให้ฟ้าผ่าลงมา 184 00:09:17,000 --> 00:09:22,200 ‎ในปี 1878 ทอมัส เอดิสัน ‎คิดค้นวิธีใช้งานมันสำเร็จ 185 00:09:22,280 --> 00:09:24,120 ‎เพื่อทำเรื่องเหลือเชื่อ 186 00:09:25,200 --> 00:09:28,680 ‎ฉันนึกภาพโลก ‎ที่เอดิสันไม่ประดิษฐ์หลอดไฟไม่ออก 187 00:09:28,760 --> 00:09:30,080 ‎ต่อให้นึกภาพออก 188 00:09:30,160 --> 00:09:32,360 ‎ก็คงมืดเกินจะมองอะไรเห็น 189 00:09:32,440 --> 00:09:37,320 ‎ก่อนเอดิสันประดิษฐ์แสง ‎ตอนกลางวันคนมองเห็นได้ยังไง 190 00:09:37,400 --> 00:09:38,960 ‎แสงมาจากดวงอาทิตย์ 191 00:09:39,040 --> 00:09:41,480 ‎ตอนกลางวันเรามองเห็นเพราะแดด 192 00:09:41,560 --> 00:09:42,680 ‎(ดร. แพทริเซีย) 193 00:09:42,760 --> 00:09:45,720 ‎หลอดไฟนั้นเอาไว้ใช้ยามกลางคืน 194 00:09:45,800 --> 00:09:48,920 ‎เพราะเรามองไม่เห็นเมื่อไม่มีแสงอาทิตย์ 195 00:09:49,000 --> 00:09:52,400 ‎ก่อนจะมีหลอดไฟคนใช้อะไรกัน 196 00:09:52,480 --> 00:09:55,160 ‎ใช้เทียนไข หรือน้ำมัน 197 00:09:55,240 --> 00:09:59,680 ‎กลางวันใช้แสงแดด กลางคืนใช้เทียน 198 00:09:59,760 --> 00:10:02,640 ‎- ค่ะ ‎- งั้นก็ไม่ต้องมีหลอดไฟสิ 199 00:10:02,720 --> 00:10:04,920 ‎ผลงานทั้งชีวิตไร้ค่าแท้ๆ 200 00:10:05,840 --> 00:10:09,480 ‎โฟโนกราฟคือสิ่งประดิษฐ์อีกชิ้นของเอดิสัน 201 00:10:22,440 --> 00:10:27,120 ‎(ดร. อเล็กซานเดอร์ คอลโควสกี้ ‎ผู้ช่วยวิจัย พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ลอนดอน) 202 00:10:29,240 --> 00:10:30,840 ‎ช่วยทำให้มันหยุดที 203 00:10:30,920 --> 00:10:31,840 ‎ได้เลยครับ 204 00:10:33,760 --> 00:10:36,760 ‎น่าทึ่งนะ เราอยู่กันตรงนี้ 205 00:10:36,840 --> 00:10:40,120 ‎แต่เสียงนั่นมาจากเมื่อหลายปีก่อน 206 00:10:40,200 --> 00:10:42,600 ‎ถ้าฉันพูดใส่ปากแตร 207 00:10:43,280 --> 00:10:48,000 ‎ฉันถามเขาว่าที่นั่นเป็นไงได้มั้ย 208 00:10:48,080 --> 00:10:52,280 ‎ไม่ได้ นี่คือบันทึกเสียง ‎จากเมื่อร้อยกว่าปีก่อน 209 00:10:52,360 --> 00:10:55,280 ‎แต่ชื่อโฟโนกราฟไม่เหมือนโทรศัพท์เหรอ 210 00:10:55,360 --> 00:11:02,120 ‎โฟโนกราฟแปลว่า "การเขียนเสียง" ในกรีก 211 00:11:02,200 --> 00:11:04,520 ‎ไม่ได้หมายถึงโทรศัพท์ 212 00:11:04,600 --> 00:11:07,080 ‎แสดงว่าได้ยิน แต่ตอบไม่ได้ 213 00:11:08,240 --> 00:11:09,480 ‎ผม… ผมคงไม่… 214 00:11:09,560 --> 00:11:12,520 ‎เขาไม่ได้ยินเรา เราได้ยินเขาบันทึกเสียง 215 00:11:12,600 --> 00:11:15,280 ‎พวกเขาไม่ได้ยินและตอบเราไม่ได้เหรอ 216 00:11:15,360 --> 00:11:16,840 ‎ไม่ได้ครับ ไม่เลย 217 00:11:16,920 --> 00:11:18,640 ‎งั้นมีไว้เพื่ออะไร 218 00:11:18,720 --> 00:11:23,160 ‎เราจะได้ฟังเสียงดนตรี ‎เสียงพูด กับเสียงอื่นๆ 219 00:11:23,240 --> 00:11:26,800 ‎มันบันทึกเสียงที่ยังไม่เกิดได้มั้ย 220 00:11:29,320 --> 00:11:30,760 ‎ไม่ได้ 221 00:11:30,840 --> 00:11:33,040 ‎เสียงที่เกิดก่อนหน้าล่ะ 222 00:11:33,960 --> 00:11:37,840 ‎ถ้าบันทึกไว้ตั้งแต่ตอนนั้นก็ได้ 223 00:11:37,920 --> 00:11:40,640 ‎มันไม่อาจบันทึกสิ่งที่เกิดไปแล้ว 224 00:11:40,720 --> 00:11:43,520 ‎ค่อนข้างจำกัดสินะ 225 00:11:43,600 --> 00:11:46,200 ‎เมื่อมีโฟโนกราฟของเอดิสัน 226 00:11:46,280 --> 00:11:50,280 ‎ดนตรีคลาสสิกก็สามารถ ‎กล่อมคนนับล้านให้หลับ 227 00:11:51,000 --> 00:11:53,480 ‎ดนตรีคลาสสิกต้องใช้ออร์เคสตรา 228 00:11:53,560 --> 00:11:55,920 ‎ออร์เคสตราเล่นยังไง 229 00:11:56,000 --> 00:11:57,240 ‎ต้องเป่า 230 00:11:57,320 --> 00:12:01,040 ‎หรือต้องถูๆ ไถๆ ไม้กับสายอะไรสักอย่าง 231 00:12:01,120 --> 00:12:04,560 ‎ออร์เคสตราไม่ใช่เครื่องดนตรี 232 00:12:04,640 --> 00:12:05,880 ‎อ้อ 233 00:12:05,960 --> 00:12:10,200 ‎ออร์เคสตราคือวงเครื่องดนตรีหลายประเภท 234 00:12:10,280 --> 00:12:12,880 ‎- มากกว่าหนึ่งชิ้น ‎- มากกว่าหนึ่งชิ้น 235 00:12:12,960 --> 00:12:17,440 ‎งั้นต้องใช้สองมือและปากเพื่อเล่นออร์เคสตรา 236 00:12:18,360 --> 00:12:22,920 ‎วาทยากรต้องใช้ตามนั้น 237 00:12:23,000 --> 00:12:24,920 ‎แต่วงออร์เคสตรา 238 00:12:25,000 --> 00:12:29,000 ‎คือวงดนตรีที่มีเครื่องดนตรีหลายชิ้น 239 00:12:29,080 --> 00:12:31,440 ‎เป่าทั้งออร์เคสตราไม่ได้เหรอ 240 00:12:33,960 --> 00:12:36,800 ‎เพราะมีเอดิสัน โลกแห่งแสงและเสียง 241 00:12:36,880 --> 00:12:38,840 ‎จึงถูกมนุษย์พิชิตลงได้ 242 00:12:38,920 --> 00:12:41,680 ‎แต่มีอีกหน้าด่านหนึ่งที่ยังไม่ยอมสยบ 243 00:12:41,760 --> 00:12:43,320 ‎โลกแห่งน่านฟ้า 244 00:12:44,040 --> 00:12:47,360 ‎ผู้คนพยายามสร้างเครื่องจักรบินได้เป็นปีๆ 245 00:12:47,440 --> 00:12:50,160 ‎แต่ผู้บุกเบิกยุคแรกๆ ไม่สามารถผลักดัน 246 00:12:50,240 --> 00:12:53,000 ‎ไปไกลกว่าการร่วงลงจากฟ้าในครั้งแรก 247 00:12:54,120 --> 00:12:56,680 ‎จนมีพี่น้องออร์วิลล์ และวิลเบอร์ ไรต์ 248 00:12:56,760 --> 00:13:01,240 ‎ท้าทายกฎแห่งแรงโน้มถ่วง ‎ประสบความสำเร็จเป็นพวกแรก 249 00:13:01,920 --> 00:13:04,600 ‎การบินครั้งแรกไปไกลมั้ย 250 00:13:04,680 --> 00:13:09,240 ‎วันนั้น พี่น้องไรต์ขึ้นบินหลายครั้ง 251 00:13:09,320 --> 00:13:12,680 ‎แต่ละครั้งน่าจะแค่ไม่กี่ร้อยฟุต 252 00:13:12,760 --> 00:13:14,280 ‎อันนั้นน่าจะเดินได้ 253 00:13:15,720 --> 00:13:18,680 ‎ก็คงได้ แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญ 254 00:13:18,760 --> 00:13:22,280 ‎เที่ยวบินแรกที่นาน ‎จนต้องมีห้องน้ำคือเมื่อไหร่ 255 00:13:22,360 --> 00:13:27,320 ‎พอมีการบินเชิงพาณิชย์ ‎เที่ยวบินก็กินเวลานาน 256 00:13:27,400 --> 00:13:30,840 ‎ผู้โดยสารต้องการสิ่งอำนวยความสะดวก 257 00:13:30,920 --> 00:13:32,680 ‎เช่นมีห้องน้ำบนเครื่อง 258 00:13:32,760 --> 00:13:34,280 ‎วินาทีนั้นคงตราตรึง 259 00:13:34,360 --> 00:13:37,600 ‎ครั้งแรกที่คนรู้ว่าเครื่องบินต้องมีห้องน้ำ 260 00:13:38,280 --> 00:13:40,600 ‎ชวนทึ่งยิ่งกว่าพี่น้องตระกูลไรต์ 261 00:13:42,360 --> 00:13:46,600 ‎ผมว่ามันก็ไม่ได้ชวนระลึก 262 00:13:46,680 --> 00:13:49,320 ‎หรือน่าตื่นเต้นอะไร 263 00:13:49,400 --> 00:13:51,720 ‎ทำไมจักรยานไม่มีห้องน้ำ 264 00:13:53,120 --> 00:13:55,240 ‎จะได้ไม่ต้องลงจักรยาน 265 00:13:56,240 --> 00:13:58,080 ‎น่าจะเอาไปจดลิขสิทธิ์ 266 00:13:58,800 --> 00:14:01,880 ‎แม้จะไม่มีห้องน้ำ การบินของพี่น้องไรต์ 267 00:14:01,960 --> 00:14:04,120 ‎พลิกโฉมหน้าการขนส่ง 268 00:14:04,200 --> 00:14:06,760 ‎ที่ทุกวันนี้เรายังไม่เข้าใจถ่องแท้ 269 00:14:06,840 --> 00:14:11,080 ‎พี่น้องตระกูลไรต์ ‎ขึ้นบินครั้งแรกเกือบร้อยปีก่อน 270 00:14:11,160 --> 00:14:15,680 ‎ทำไมความรู้ ‎เรื่องเครื่องบินเรายังไม่คืบหน้า 271 00:14:16,680 --> 00:14:19,520 ‎คืบหน้าสิ เรารู้ขั้นตอนการทำงาน 272 00:14:19,600 --> 00:14:21,960 ‎ถามจริงๆ มันทำงานยังไง 273 00:14:22,040 --> 00:14:25,800 ‎เรามีสมการคณิตศาสตร์ 274 00:14:25,880 --> 00:14:29,800 ‎ที่อธิบายการไหลของอากาศ ‎ผ่านปีกของเครื่องบิน 275 00:14:29,880 --> 00:14:33,880 ‎คุณอธิบายโดยไม่ใช้วิทยาศาสตร์ได้มั้ย 276 00:14:36,520 --> 00:14:39,600 ‎ยากนะที่จะไม่อธิบายหลักวิทยาศาสตร์ 277 00:14:39,680 --> 00:14:43,840 ‎แต่เพราะรูปทรงของปีก 278 00:14:43,920 --> 00:14:46,440 ‎แรงดันขึ้นจึงมากกว่าแรงดึงลง 279 00:14:46,520 --> 00:14:49,000 ‎จะผลักให้เครื่องบินลอยได้ 280 00:14:49,080 --> 00:14:52,200 ‎นั่นทฤษฎีของคุณ อยากฟังทฤษฎีฉันมั้ย 281 00:14:52,280 --> 00:14:54,720 ‎- ได้สิ ‎- มันบินเพราะแรงศรัทธา 282 00:14:55,760 --> 00:14:58,680 ‎เราเชื่อว่าเครื่องบินบินได้ มันถึงบินได้ 283 00:14:58,760 --> 00:15:01,400 ‎พวกสื่อต้องคอยรักษาภาพลวงนี้ 284 00:15:01,480 --> 00:15:03,520 ‎ไม่งั้นได้พากันร่วง 285 00:15:03,600 --> 00:15:06,400 ‎ทำนองเดียวกันกับไวไฟ อันนั้นก็ไม่จริง 286 00:15:06,920 --> 00:15:09,040 ‎เราแค่เล่นตามน้ำไปกับมัน 287 00:15:09,120 --> 00:15:10,520 ‎ไม่งั้นจะชะงักหมด 288 00:15:11,920 --> 00:15:13,800 ‎กำราบน่านฟ้าสำเร็จ 289 00:15:13,880 --> 00:15:16,080 ‎ต่อไปก็ถึงคราวของถนน 290 00:15:17,520 --> 00:15:20,480 ‎บอกยากว่าใครประดิษฐ์รถยนต์คนแรก 291 00:15:20,560 --> 00:15:22,160 ‎มีคนลองเสี่ยงโชคดูเยอะ 292 00:15:22,240 --> 00:15:25,320 ‎หน้าวิกิก็ยาวไป ไม่อ่าน 293 00:15:25,400 --> 00:15:27,960 ‎แต่มันไม่สำคัญเลย เพราะสุดท้าย 294 00:15:28,040 --> 00:15:30,720 ‎มีชายคนเดียวที่ได้ชื่อผูกติดกับรถ 295 00:15:31,640 --> 00:15:34,760 ‎คนแรกที่สร้างรถยนต์ทำเงินถล่มทลาย 296 00:15:34,840 --> 00:15:37,720 ‎เขาชื่อว่า เฮนรี โมเดล ที ฟอร์ด 297 00:15:37,800 --> 00:15:40,520 ‎บังเอิญเกินไปมั้ย รถก็ชื่อนี้เช่นกัน 298 00:15:41,800 --> 00:15:44,480 ‎รถเครื่องยนต์สี่สูบ 2.9 ลิตร 299 00:15:44,560 --> 00:15:49,200 ‎ที่ 20 พลังแรงม้า ‎ความเร็วสูงสุด 70 กม. ต่อ ชม. 300 00:15:49,280 --> 00:15:52,400 ‎ฟอร์ด โมเดลที เป็นรถยนต์ที่ยอดแย่ 301 00:15:52,480 --> 00:15:54,880 ‎แย่ยิ่งกว่ารถยนต์ที่แม่คุณขับ 302 00:15:56,920 --> 00:15:58,920 ‎ไม่มีช่องชาร์จมือถือ 303 00:15:59,000 --> 00:16:01,200 ‎ไม่มีระบบนำทางหรือดนตรี 304 00:16:01,800 --> 00:16:03,720 ‎แม้แต่ที่วางแก้วก็ไม่มี 305 00:16:05,440 --> 00:16:08,520 ‎แต่ก็ดีกว่าม้าหลายขุม 306 00:16:08,600 --> 00:16:11,200 ‎เพราะไม่ถีบหน้าเวลาเดินไปด้านหลัง 307 00:16:11,280 --> 00:16:13,920 ‎และต่างกับรถไฟ คุณไม่น่าจะมีโอกาส 308 00:16:14,000 --> 00:16:16,080 ‎ได้นั่งข้างคนโรคจิต 309 00:16:16,160 --> 00:16:19,920 ‎นอกจากหยุดแวะรับคนโบกรถ ‎ที่พกไขควงในกระเป๋ากางเกง 310 00:16:23,760 --> 00:16:27,960 ‎แต่ผลงานชิ้นเอก ‎ของเฮนรี โมเดล ที ฟอร์ดไม่ใช่รถ 311 00:16:28,040 --> 00:16:29,560 ‎แต่เป็นวิธีผลิตรถ 312 00:16:30,640 --> 00:16:34,840 ‎แทนที่จะว่าจ้างคนเดียว ‎มาค่อยๆ สร้างรถทั้งคัน 313 00:16:34,920 --> 00:16:36,840 ‎ฟอร์ดว่าจ้างคนเยอะๆ 314 00:16:36,920 --> 00:16:40,120 ‎มาทำหน้าที่ผลิตบางส่วนของรถซ้ำแล้วซ้ำเล่า 315 00:16:40,720 --> 00:16:44,480 ‎ปฏิวัติความจำเจในที่ทำงาน ‎และความไร้ค่าของมนุษย์ 316 00:16:45,360 --> 00:16:48,520 ‎การผลิตขนานใหญ่ต้องการกำลังคนมาก 317 00:16:48,600 --> 00:16:52,240 ‎คนนับล้านๆ มาสหรัฐฯ ‎เพื่อร่วมล่าฝันอเมริกัน 318 00:16:52,320 --> 00:16:56,360 ‎ความต้องการพาหนะใหญ่ๆ ‎ทำให้มีการคิดค้นไททัน 1C 319 00:16:56,440 --> 00:16:58,840 ‎เรือดำน้ำใช้แล้วทิ้งลำแรก 320 00:17:00,120 --> 00:17:02,320 ‎มนุษย์ได้แต่มองมหาสมุทรหลายปี 321 00:17:02,400 --> 00:17:04,360 ‎โหยหาจะจมดิ่งอย่างก้อนหิน 322 00:17:04,440 --> 00:17:07,600 ‎ไททัน 1C สานฝันนี้ให้เป็นจริง 323 00:17:08,840 --> 00:17:10,960 ‎เป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ 324 00:17:11,040 --> 00:17:15,440 ‎ตอนเดินทางครั้งแรก ‎ไททัน 1C ล่องจากเซาท์แฮมป์ตัน 325 00:17:15,520 --> 00:17:17,000 ‎ลงสู่ก้นทะเล 326 00:17:17,079 --> 00:17:19,880 ‎ที่นักสำรวจใจกล้าอาศัยอยู่อย่างหรูหรา 327 00:17:19,960 --> 00:17:21,920 ‎ไม่กี่นาทีก่อนจะค้นพบว่า 328 00:17:22,000 --> 00:17:25,160 ‎มนุษย์หายใจอยู่ที่พื้นทะเลไม่ได้ 329 00:17:27,160 --> 00:17:30,240 ‎หลังพิชิตแสง, เสียง, น่านฟ้า, ถนน 330 00:17:30,319 --> 00:17:31,720 ‎และใต้ทะเล 331 00:17:31,800 --> 00:17:36,080 ‎มนุษย์กำลังจะได้ค้นพบ ‎สิ่งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน 332 00:17:36,160 --> 00:17:39,800 ‎ด้วยฝีมือของนักวิทย์และผู้หญิง มารี กูว์รี 333 00:17:39,880 --> 00:17:42,000 ‎มารดาแห่งกัมมันตรังสี 334 00:17:42,640 --> 00:17:46,920 ‎มารี กูว์รีรู้ได้ยังไงว่าเธอค้นพบ 335 00:17:47,520 --> 00:17:50,080 ‎กัมมันตรังสี ถ้ามันมองไม่เห็น 336 00:17:50,160 --> 00:17:53,920 ‎มารี กูว์รีเป็นผู้คิดค้นคำว่ากัมมันตรังสี 337 00:17:54,000 --> 00:17:59,520 ‎กัมมันตรังสีคือการที่สสาร ‎เช่นเรเดียม, พอโลเนียม, พลูโทเนียม 338 00:17:59,600 --> 00:18:02,520 ‎ปล่อยพลังงานมหาศาล ‎และแตกสลายตามธรรมชาติ 339 00:18:02,600 --> 00:18:05,280 ‎เป็นของจริง ต่อให้มองไม่เห็น 340 00:18:06,200 --> 00:18:09,360 ‎ของจริงหลายๆ อย่างก็มองไม่เห็นนะคะ 341 00:18:09,440 --> 00:18:13,600 ‎เหมือนจักระกับสนามพลังสินะ 342 00:18:13,680 --> 00:18:15,760 ‎สิ่งที่อยู่ภายในหน้าเรา 343 00:18:15,840 --> 00:18:20,880 ‎ที่เชื่อมกับจักรราศี ‎และส่งผลต่อการย่อยกลูเตน 344 00:18:20,960 --> 00:18:21,920 ‎นี่ก็จริงนะ 345 00:18:22,000 --> 00:18:24,080 ‎ฉันว่าไม่ใช่นะ 346 00:18:24,160 --> 00:18:25,120 ‎- ไม่ ‎- ฉันว่าจริง 347 00:18:25,200 --> 00:18:29,640 ‎- หลายๆ… ‎- ป้าแครอลปรับจักระได้ 348 00:18:29,720 --> 00:18:31,040 ‎ป้าคิดเงินชั่วโมงละ 80 349 00:18:31,120 --> 00:18:33,360 ‎ถ้าทำเงินได้ขนาดนั้น 350 00:18:34,120 --> 00:18:35,600 ‎ก็คงไม่ใช่เรื่องปาหี่ 351 00:18:36,400 --> 00:18:40,080 ‎น่าเศร้า ที่ความอยากรู้อยากเห็น ‎ของกูว์รีฆ่าเธอ 352 00:18:40,160 --> 00:18:44,280 ‎เชื่อกันว่าการสัมผัสกับ ‎กัมมันตรังสีนานๆ ทำให้เสียชีวิต 353 00:18:45,480 --> 00:18:46,600 ‎ไม่แฟร์เลยนะ 354 00:18:46,680 --> 00:18:52,080 ‎นักวิทย์ชายอย่างบรูซ แบนเนอร์ ‎สัมผัสกับกัมมันตรังสีแกมม่า 355 00:18:52,160 --> 00:18:55,200 ‎แต่ได้เป็นซูเปอร์ฮีโร่ ถูกมั้ย 356 00:18:55,280 --> 00:18:59,080 ‎มีหนังสือการ์ตูน มีแฟรนไชส์หนัง 357 00:18:59,160 --> 00:19:01,080 ‎แต่มารี กูว์รีกลับต้องมาตาย 358 00:19:01,160 --> 00:19:03,080 ‎เขาได้เป็นเดอะ ฮัลค์นะ 359 00:19:03,760 --> 00:19:05,160 ‎ไม่แฟร์เลย 360 00:19:05,240 --> 00:19:07,520 ‎ต้องโทษระบอบปิตาธิปไตย ถูกมั้ย 361 00:19:07,600 --> 00:19:11,200 ‎แล้วปิตาธิปไตยคืออะไรเหรอ 362 00:19:11,280 --> 00:19:14,640 ‎ในระหว่างนั้น นักวิทย์ที่ไม่เป็นหญิง 363 00:19:14,720 --> 00:19:16,920 ‎ก็คิดค้นทฤษฎีของตัวเอง 364 00:19:17,000 --> 00:19:19,880 ‎นักฟิสิกส์และนายแบบลิ้น ‎อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ 365 00:19:19,960 --> 00:19:23,440 ‎คิดทฤษฎีสัมพันธภาพ E = mc2 366 00:19:23,520 --> 00:19:25,320 ‎ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครเข้าใจ 367 00:19:25,400 --> 00:19:28,560 ‎แต่ฉันยกมาพูดเพราะเดี๋ยวจะสำคัญต่อไป 368 00:19:29,320 --> 00:19:33,480 ‎ไอน์สไตน์เห็นว่า ‎ไม่มีอะไรเร็วกว่าความเร็วแสง 369 00:19:33,560 --> 00:19:35,480 ‎แต่เงาไวกว่าแสงนะ 370 00:19:35,560 --> 00:19:39,040 ‎ถ้าฉันเปิดไฟฉายสาดไปที่ผนังนั้น 371 00:19:39,120 --> 00:19:41,560 ‎- แต่ถือไฟฉายหลังหัวตัวเอง ‎- ค่ะ 372 00:19:41,640 --> 00:19:44,320 ‎เงาฉันจะปรากฏก่อนแสงเดินทางไปถึง 373 00:19:44,400 --> 00:19:46,600 ‎ไอน์สไตน์จะอธิบายยังไง 374 00:19:46,680 --> 00:19:50,480 ‎เขาคงบอกว่าทุกอย่างเกิดขึ้นไว 375 00:19:50,560 --> 00:19:51,920 ‎จนคุณมองไม่ทัน 376 00:19:52,000 --> 00:19:53,640 ‎คิดเผื่อหมดเลยใช่มั้ย 377 00:19:55,000 --> 00:19:57,880 ‎ศตวรรษที่ 20 ออกตัวอย่างว่องไว 378 00:19:57,960 --> 00:20:02,080 ‎วิทยาศาสตร์มีนวัตกรรมใหม่ๆ ไม่เว้นวัน 379 00:20:02,160 --> 00:20:03,640 ‎รายการตัดแทบไม่ทัน 380 00:20:04,200 --> 00:20:06,320 ‎แต่บางตัวมาพร้อมกับด้านมืด 381 00:20:06,400 --> 00:20:08,400 ‎สามารถใช้สังหารคน 382 00:20:08,480 --> 00:20:09,920 ‎ด้วยวิธีที่ไม่โสภา 383 00:20:10,000 --> 00:20:13,520 ‎สงครามโลกครั้งที่หนึ่งมีอีกชื่อว่า ‎สงครามเพื่อยุติสงครามทั้งมวล 384 00:20:14,160 --> 00:20:16,680 ‎ถึงนักประวัติศาสตร์ปัจจุบันจะแย้งว่าผิดถนัด 385 00:20:17,840 --> 00:20:19,680 ‎มันยังเป็นสงครามไฮเทคครั้งแรก 386 00:20:19,760 --> 00:20:23,600 ‎ที่มีเรือบิน, ปืนกล, รถถัง 387 00:20:23,680 --> 00:20:26,960 ‎ที่ลุกฮือขึ้นต่อกรกับมนุษย์ผู้สร้าง 388 00:20:27,040 --> 00:20:30,840 ‎แม้จะไร้ศรัทธา อุดมการณ์ หัวใจ หรือวิญญาณ 389 00:20:30,920 --> 00:20:33,080 ‎จักรกลสังหารเป็นฝ่ายคว้าชัย 390 00:20:33,160 --> 00:20:37,480 ‎แต้มสุดท้ายคือ ‎สรรพาวุธ 20 ล้าน มนุษยชาติ 0 391 00:20:38,240 --> 00:20:41,800 ‎สถานการณ์ในสงคราม ‎มักเต็มไปด้วยความอลหม่าน 392 00:20:41,880 --> 00:20:44,080 ‎มีคนตะโกนเยอะมั้ย 393 00:20:44,160 --> 00:20:48,520 ‎น่าจะมีคนตะโกนเยอะแยะ ‎อาจจะตะโกนคำสั่งการ 394 00:20:48,600 --> 00:20:52,080 ‎หรือคนใกล้ตายตะโกนกรีดร้อง 395 00:20:52,160 --> 00:20:55,880 ‎คนที่ยืนใกล้ๆ หูเจ็บ 396 00:20:55,960 --> 00:20:58,360 ‎น่าเสียดายที่เรายังไม่เลิกทำ 397 00:20:59,040 --> 00:21:01,720 ‎ฉันไม่อยากพูดจาชวนทัวร์ลง 398 00:21:01,800 --> 00:21:06,120 ‎แต่ทั่วๆ ไปแล้ว สงครามไม่น่าจะเกิดเลย 399 00:21:07,000 --> 00:21:11,080 ‎ก็ดูจะเป็นกิจกรรมที่มนุษย์โปรดปราน 400 00:21:11,160 --> 00:21:13,040 ‎อาจอยู่ในกมลสันดานของเรา 401 00:21:13,120 --> 00:21:16,080 ‎ทำไมเราถึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่ห้ำหั่นกัน 402 00:21:16,160 --> 00:21:19,760 ‎ขอครบจบในประโยคเดียว 403 00:21:19,840 --> 00:21:22,400 ‎ไม่งั้นฝ่ายตัดต่อจะแช่งชักหักกระดูก 404 00:21:23,240 --> 00:21:25,800 ‎ความกลัว เกียรติยศและผลประโยชน์ 405 00:21:25,880 --> 00:21:28,040 ‎สามอย่างนี้เลยเหรอ 406 00:21:28,120 --> 00:21:29,240 ‎ถ้าเอาแบบสั้นๆ 407 00:21:31,200 --> 00:21:32,080 ‎นั่นสินะ 408 00:21:33,640 --> 00:21:36,120 ‎ไม่รู้ใครตัดต่อ แต่ก็ตามนี้นะ 409 00:21:38,000 --> 00:21:41,520 ‎ความป่าเถื่อน ‎ของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งบันดาลใจ 410 00:21:41,600 --> 00:21:44,800 ‎ให้มีกลอนสงครามและงานเขียนแนวสันติภาพ 411 00:21:44,880 --> 00:21:48,960 ‎ที่ตีพิมพ์หลายสิบปี ‎ก่อนเพลงแนวเทคโนสุดแจ่ม 412 00:21:49,040 --> 00:21:50,320 ‎"Pump Up The Jam" 413 00:21:57,720 --> 00:22:01,160 ‎(บทเพลงอื่นๆ ที่ชื่อขึ้นต้นด้วย "ด") 414 00:22:01,240 --> 00:22:04,680 ‎(เดอะเคียวร์, ‎เดอะอิสลีย์บราเทอร์ส ฯลฯ) 415 00:22:07,480 --> 00:22:11,280 ‎(เมื่อวิดีโอนี้ถ่ายทอดครั้งแรก ‎คนดูกลัวมันเป็นของจริง) 416 00:22:11,360 --> 00:22:14,480 ‎(และจะมีการส่งดนตรีผ่านจอเข้าบ้าน) 417 00:22:24,440 --> 00:22:28,880 ‎(ถ้าออกไปข้างนอกฝากซื้อโค้กกับขนม) 418 00:22:30,240 --> 00:22:32,840 ‎(โทษที อันนั้นจะพิมพ์บอกทีมงาน) 419 00:22:36,760 --> 00:22:38,880 ‎ชายหนุ่มนับล้านเสียชีวิตในสงคราม 420 00:22:38,960 --> 00:22:42,560 ‎แต่โชคดีที่มนุษยชาติคิดค้นคนประเภทใหม่ได้ 421 00:22:42,640 --> 00:22:43,720 ‎ผู้หญิง 422 00:22:43,800 --> 00:22:46,920 ‎ผู้หญิงมีตัวตนในพื้นหลังมาโดยตลอด 423 00:22:47,000 --> 00:22:49,840 ‎ส่วนใหญ่ในฐานะสัตว์เลี้ยงของผู้ชาย 424 00:22:49,920 --> 00:22:53,320 ‎ที่ยอมทนพวกเธอมีพลังวิเศษ ‎ในการสร้างมนุษย์ใหม่ 425 00:22:53,400 --> 00:22:54,720 ‎ผ่านทางรูด้านหน้า 426 00:22:55,520 --> 00:22:57,320 ‎แต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 427 00:22:57,400 --> 00:23:00,600 ‎นักสังคมศาสตร์ค้นพบสิ่งที่น่าทึ่ง 428 00:23:00,680 --> 00:23:03,000 ‎สิ่งที่ผู้ชายทำ ผู้หญิงก็ทำได้ 429 00:23:03,080 --> 00:23:04,840 ‎โดยไม่ต้องไปโอ้อวดกับใคร 430 00:23:06,080 --> 00:23:07,680 ‎แถมยังมีสิทธิ์ลงคะแนน 431 00:23:07,760 --> 00:23:10,640 ‎ในที่สุด ผู้หญิงก็เลือกได้ ‎ว่าจะให้ใครมาชี้นิ้วสั่ง 432 00:23:10,720 --> 00:23:11,760 ‎(ลงคะแนนเพื่อผู้หญิง) 433 00:23:11,840 --> 00:23:14,920 ‎ผู้หญิงเริ่มละทิ้งชุดเครื่องแบบดั้งเดิม 434 00:23:15,000 --> 00:23:19,240 ‎เลิกแต่งตัวเป็นเฟอร์นิเจอร์ ‎แต่เป็นเด็กหนุ่มออกค่าย 435 00:23:20,200 --> 00:23:22,520 ‎ดื่มเหล้า, สูบบุหรี่, เต้นเร็วๆ 436 00:23:22,600 --> 00:23:24,360 ‎ด้วยเฟรมเรตที่น่ากลัว 437 00:23:25,160 --> 00:23:26,520 ‎ขณะเดียวกัน ที่ฮอลลีวูด 438 00:23:26,600 --> 00:23:29,720 ‎มีการคิดค้นความบันเทิงรูปแบบใหม่ 439 00:23:29,800 --> 00:23:30,880 ‎ภาพยนตร์ 440 00:23:31,560 --> 00:23:34,360 ‎มันต่างกับหนังสือ คุณไม่ต้องมีสมาธิ 441 00:23:34,440 --> 00:23:37,120 ‎หรือใช้จินตนาการเพื่อรับชมหนัง 442 00:23:37,200 --> 00:23:41,360 ‎ทุกคนต่อให้ขี้เกียจหรือโง่เง่า ‎ก็สามารถดูได้ 443 00:23:41,440 --> 00:23:44,520 ‎ด้วยการนั่งเฉยๆ แล้วจ้องหน้าจอ 444 00:23:44,600 --> 00:23:46,080 ‎เหมือนคุณตอนนี้ 445 00:23:46,160 --> 00:23:50,200 ‎แต่ก็อย่างที่เห็น หนังยุคแรกคุณภาพห่วยแตก 446 00:23:50,280 --> 00:23:52,360 ‎แต่ก็เพราะมีหนังยุคแรกๆ 447 00:23:52,440 --> 00:23:55,280 ‎เราถึงได้รู้ว่าชีวิตสมัยก่อนเป็นยังไง 448 00:23:55,360 --> 00:23:58,240 ‎ทุกคนเคลื่อนไหวเร็วและล้มบ่อยๆ 449 00:23:58,920 --> 00:24:01,520 ‎ทำไมคนในหนังสมัยก่อนเดินเร็วจัง 450 00:24:01,600 --> 00:24:04,840 ‎เพิ่งเคยออกกล้องเลยประหม่า 451 00:24:04,920 --> 00:24:08,320 ‎หรือเพราะเป็นหนังเงียบ ‎เลยไม่ได้ยินผู้กำกับ 452 00:24:08,400 --> 00:24:09,960 ‎ตะโกนสั่งให้ช้าหน่อย 453 00:24:10,040 --> 00:24:12,920 ‎เป็นเพราะเฟรมเรตของกล้องสมัยนั้น 454 00:24:13,000 --> 00:24:15,200 ‎ที่ต่างกับตอนนี้ 455 00:24:15,280 --> 00:24:16,520 ‎เราผิดงั้นสิ 456 00:24:16,600 --> 00:24:18,000 ‎เราฉายหนังเร็วเกิน 457 00:24:18,080 --> 00:24:20,240 ‎จนนักแสดงต้องเร่งตามเพื่อให้ 458 00:24:20,320 --> 00:24:22,840 ‎เล่าเรื่องทั้งหมดก่อนเล่นเครดิตจบ 459 00:24:23,520 --> 00:24:26,520 ‎ทุกคนคงแตกตื่น ถ้าเล่นไม่ทันทำไง 460 00:24:26,600 --> 00:24:29,480 ‎หนังจะตัดฉากไปห้องที่ไม่มีนักแสดงมั้ย 461 00:24:29,560 --> 00:24:31,640 ‎ฉายภาพห้องเปล่าๆ 462 00:24:31,720 --> 00:24:35,000 ‎นักแสดงเล่นด้วยความเร็วปกติ แต่ว่า… 463 00:24:35,080 --> 00:24:37,120 ‎ระดับความเร็วเวลาฉาย 464 00:24:37,200 --> 00:24:39,640 ‎ที่ทำให้ดูเหมือนขยับไว 465 00:24:39,720 --> 00:24:42,000 ‎เราติดต่อกับนักแสดงในหนัง 466 00:24:42,080 --> 00:24:45,480 ‎ปลอบว่าไม่เป็นไร ให้ใจเย็นๆ ได้มั้ย 467 00:24:45,560 --> 00:24:47,640 ‎น่าจะตายหมดแล้วมั้ง 468 00:24:49,280 --> 00:24:51,080 ‎หนังยุคแรกมีคำบรรยาย 469 00:24:51,160 --> 00:24:54,440 ‎ให้คนดูในมือถือโดยปิดเสียงได้ 470 00:24:54,520 --> 00:24:58,040 ‎แต่ไม่นานพวกเขาก็ใส่เสียงเป็น 471 00:24:58,120 --> 00:25:01,600 ‎คุณชอบแบบไหนล่ะ 472 00:25:02,280 --> 00:25:04,240 ‎ในที่สุดการอ่านก็ไม่จำเป็น 473 00:25:04,320 --> 00:25:08,360 ‎ยุคสมัยที่การอ่านเป็นใหญ่หลายร้อยปี ‎จบลงในที่สุด 474 00:25:09,520 --> 00:25:13,400 ‎แต่ความหวังว่ายุคใหม่ของมนุษย์จะดีเยี่ยม 475 00:25:13,480 --> 00:25:15,360 ‎ก็กลับไม่เหลือชิ้นดี 476 00:25:16,240 --> 00:25:18,400 ‎เมฆครึ้มปกคลุมทั่วยุโรป 477 00:25:18,480 --> 00:25:22,120 ‎เพราะภาครีบูตจากแฟรนไชส์สงครามโลก 478 00:25:23,560 --> 00:25:26,520 ‎ไม่นานทั้งโลกก็เจอกับสงครามอีกครั้ง 479 00:25:27,520 --> 00:25:31,560 ‎และครั้งนี้ใช้เครื่องจักร ‎ที่เลวร้ายยิ่งกว่าครั้งก่อน 480 00:25:31,640 --> 00:25:33,680 ‎ก่อให้เกิดการนองเลือดไม่จบสิ้น 481 00:25:35,000 --> 00:25:37,480 ‎จนชาวอเมริกันปิ๊งไอเดีย 482 00:25:37,560 --> 00:25:41,920 ‎แทนที่จะทิ้งระเบิดปูพรม ‎ใส่ญี่ปุ่นอย่างคราวเยอรมนี 483 00:25:42,000 --> 00:25:44,000 ‎ก็ทิ้งลูกใหญ่บึ้มเดียวไปเลย 484 00:25:44,840 --> 00:25:48,520 ‎พวกเขาใช้ทฤษฎีไอน์สไตน์ ‎ที่ฉันกล่าวถึงก่อนหน้านี้ 485 00:25:48,600 --> 00:25:51,840 ‎พัฒนาโครงการแมนแฮตตัน ‎ที่เริ่มด้วยชายสวมหมวก 486 00:25:51,920 --> 00:25:53,960 ‎เจ้าของแนวคิดแสนจะน่ากลัว 487 00:25:54,040 --> 00:25:56,640 ‎ระเบิดปรมาณูชื่อลิตเติลบอย 488 00:25:56,720 --> 00:26:00,960 ‎อาวุธทรงอานุภาพที่ชื่อหน่อมแน้มที่สุด 489 00:26:01,040 --> 00:26:02,560 ‎ลิตเติลบอยมีอานุภาพประมาณไหน 490 00:26:03,200 --> 00:26:04,440 ‎เอาอย่างนี้ 491 00:26:04,520 --> 00:26:08,760 ‎ถ้าหย่อนระเบิดใส่บ้านฌอน ‎แฟนเก่าฉันที่เวสทอตัน 492 00:26:08,840 --> 00:26:12,120 ‎ตั้งแต่วงเวียนเช็กเกอร์เบนต์ที่ถนนเอ58 493 00:26:12,200 --> 00:26:14,840 ‎ถึงร้านขายดอกไม้ ‎ข้างสโมสรกอล์ฟฮาร์ตคอมมอน 494 00:26:14,920 --> 00:26:16,600 ‎จะราบเป็นหน้ากลอง 495 00:26:17,120 --> 00:26:19,760 ‎แรงระเบิดเริ่มแรกจะทำฌอนระเหิดเป็นไอ 496 00:26:19,840 --> 00:26:21,880 ‎ส่วนตู้เกมแพ็กแมน 497 00:26:21,960 --> 00:26:25,000 ‎ที่เขานั่งต่อให้ช่วงสุดสัปดาห์วันเกิดฉัน 498 00:26:25,080 --> 00:26:27,440 ‎จะเล่นไม่ได้อีกเลย 499 00:26:27,520 --> 00:26:29,840 ‎เพราะพายุเพลิงที่ตามมา 500 00:26:30,440 --> 00:26:33,400 ‎แถบวีแกนถึงโบลตันจะเผาเกรียม 501 00:26:33,480 --> 00:26:35,320 ‎มิดเดิลบรุก หาย 502 00:26:35,400 --> 00:26:36,840 ‎บิกเกอร์ชอว์ หาย 503 00:26:36,920 --> 00:26:39,040 ‎ฮินด์ลีย์กรีน ไม่เหลือ 504 00:26:39,120 --> 00:26:40,400 ‎(ชนะแล้ว ญี่ปุ่นยอมแพ้) 505 00:26:40,480 --> 00:26:43,600 ‎ระเบิดปรมาณูสุดเหี้ยม ‎ยุติสงครามโลกครั้งที่สอง 506 00:26:43,680 --> 00:26:45,120 ‎ทุกคนไม่เอาแล้ว 507 00:26:45,200 --> 00:26:47,800 ‎โลกตกลงเป็นหนที่สองในตอนนี้ 508 00:26:47,880 --> 00:26:49,080 ‎ว่าจะไม่ก่อสงครามอีก 509 00:26:49,600 --> 00:26:51,280 ‎และรักษาสัญญานี้ได้ไป 510 00:26:51,360 --> 00:26:54,560 ‎หลังเริ่มตอนห้าได้ 52 วินาที 511 00:26:55,120 --> 00:26:57,600 ‎ก็ชวนให้อุ่นใจดีที่ได้รู้ว่า 512 00:26:57,680 --> 00:27:00,400 ‎ทุกวันนี้เราไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ 513 00:27:00,480 --> 00:27:03,160 ‎ก็แล้วแต่ว่า "เรา" มีใครบ้าง 514 00:27:03,240 --> 00:27:05,040 ‎อังกฤษมีระเบิดนิวเคลียร์ 515 00:27:05,120 --> 00:27:08,520 ‎และก็เพิ่งมีมติจะเพิ่ม… 516 00:27:09,120 --> 00:27:11,440 ‎จำนวนหัวรบนิวเคลียร์ที่มีด้วย 517 00:27:11,520 --> 00:27:15,080 ‎แต่หัวเปล่าใช่มั้ย ไม่มีนิวเคลียร์จริงๆ 518 00:27:15,160 --> 00:27:16,480 ‎คุณเข้าใจผิดแล้ว 519 00:27:16,560 --> 00:27:20,600 ‎เป็นระบบมิสไซล์ที่มีหัวรบนิวเคลียร์ครบ 520 00:27:20,680 --> 00:27:22,280 ‎หลายประเทศมีมัน 521 00:27:23,280 --> 00:27:25,960 ‎ภัยสงครามนิวเคลียร์หรือการทำลายล้าง 522 00:27:26,040 --> 00:27:27,360 ‎ยังคงไม่หายไปไหน 523 00:27:37,480 --> 00:27:40,440 ‎ได้ ขอพูดถึงเรื่องที่รื่นเริงได้มั้ย 524 00:27:40,520 --> 00:27:41,880 ‎ตามใจคุณเลย 525 00:27:45,440 --> 00:27:46,640 ‎ชอบวงแอ็บบามั้ย 526 00:27:46,720 --> 00:27:47,920 ‎- รักครับ ‎- เหรอคะ 527 00:27:48,000 --> 00:27:49,720 ‎- จริงนะ ‎- ครับ 528 00:27:49,800 --> 00:27:51,280 ‎เพลงไหนเป็นเพลงโปรด 529 00:27:51,360 --> 00:27:53,600 ‎- "แดนซิงควีน" ‎- "แดนซิงควีน" 530 00:27:55,160 --> 00:27:56,360 ‎เพลงนี้เจ๋งนะ 531 00:27:58,000 --> 00:28:01,560 ‎ตอนต่อไป สงครามเย็นระหว่างออกและตก 532 00:28:01,640 --> 00:28:03,880 ‎ปูทางให้ร็อกแอนด์โรล 533 00:28:03,960 --> 00:28:05,720 ‎ที่ปูทางวัฒนธรรมต่อต้านของชาวฮิปปี้ 534 00:28:05,800 --> 00:28:09,600 ‎ที่ปูทางให้สตีฟ จอบส์ ‎ปูทางให้คอมพิวเตอร์และสมาร์ตโฟน 535 00:28:09,680 --> 00:28:11,720 ‎ที่ปูทางให้โซเชียลมีเดีย 536 00:28:11,800 --> 00:28:14,680 ‎ที่ปูทางให้การรื้อถอนความก้าวหน้า 537 00:28:14,760 --> 00:28:16,600 ‎ทั้งหมดของมนุษยชาติได้อย่างไร 538 00:28:18,000 --> 00:28:20,840 ‎โซเชียลมีเดียแบ่งคนเป็นสองขั้วนะ 539 00:28:20,920 --> 00:28:23,040 ‎อย่างที่เป็นมาแล้วกับหมี 540 00:28:23,120 --> 00:28:24,320 ‎หมีไหน 541 00:28:24,400 --> 00:28:25,280 ‎หมีขั้วโลกไง 542 00:28:47,640 --> 00:28:49,640 ‎คำบรรยายโดย พรพรรณ มุกนพรัตน์